คุยกันก่อนนะจ๊ะ

มีหลายคนบนโลกนี้ที่มีความฝัน  หลายคนที่มีจินตนาการ หลายคนอยากสรรค์สร้างและถ่ายทอด   แต่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสนั้น  ซ้ำร้าย   เมื่อเวลาผันผ่าน  ความฝันจะค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนทำลายไป    เคยไหมที่เราเคยบอกเล่าภาพสวยงามในใจของเราให้คนรอบข้างฟัง   แต่กล้บถูกหาว่า “บ้า”
พวกเราเป็นเพียงคนที่มีจินตนาการ และความฝันสวย ๆ  มีจิตใจในการสร้างสรรค์และอยากถ่ายทอด   เรายังรู้อีกว่าในโลกนี้ไม่ได้มีแค่พวกเรา   แต่ยังมีเพื่อนๆ อีกมากมายที่ ค้นหา  และ  รอคอย

อืม  สรุปเลย  ก็เลยทำเว็บมาให้เล่นกันน่ะ อิอิ   (แล้วข้างบนเกริ่นอะไรซะนักหนาเนี่ย)

เอาเป็นว่าเล่นให้สนุกละกันนะ   ไม่ต้องสร้างบล็อคเขียนบล็อคก็ได้  ไปจอยคอมมูนิตี้ สร้างกรุ๊ปกับเพื่อนๆ   สนุกสนานเบิกบานฤทัยกันเต๊อะ เย้

วันเพื่อนแห่งชาติ เอาการ์ดไปให้เพื่อนได้เล้ย!!

Friend Card

E-Card from Sario.

ใครๆ เขาก็มีวันพ่อ วันแม่ มีการ์ดมาแจกให้พ่อให้แม่กันอยู่เรื่อย แล้วทามม๊าย~ ทำไมถึงไม่มีวันเพื่อนบ้างล่ะเนี่ย แล้วอย่างนี้เวลาเราอยากจะตอบแทนบุญคุณเพื่อน (ที่เอาการบ้านเราไปลอก ยืมตังค์แล้วไม่คืน หลอกให้เลี้ยงหนม บลา ละ ลา บลา บลา) แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะเน๊าะ จะไปให้การ์ดไอ้คุณเพื่อนเอาวันไหนดีล่ะเนี่ย

ก็ด้วยเหตุนี้เอง R จังจึงขอกำหนดให้มี ‘วันเพื่อนแห่งชาติ’ นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเลยละกัน โดยวันเพื่อนขอกำหนดให้ตรงกับวันทุกๆ ของปีทุกๆ ปี ในเดือนทุกๆ เดือน สรุปก็คือ วันไหนก็ได้ที่เราอยากจะให้การ์ดเพื่อนวันนั้นก็เป็นวันเพื่อนไปเลยล่ะกันเน๊าะ ง่ายดี (แล้วจะกำหนดทำไมฟะ-”-)

เพราะงั้น… ไหนๆ ก็กำหนดวันเพื่อนขึ้นมาแระ เพราะฉะนั้นก็ต้องแจกการ์ดวันเพื่อนกันซักหน่อย  E card น่ารักๆ จาก Sario เอาไว้ให้เพื่อนเพื่อบอกความรู้สึกดีๆ ในวันเพื่อนแห่งชาตินะจ๊ะ

ชอบรูปไหนก็เซฟไปเลย ขอให้เพื่อนทุกคนและเพื่อนๆ ของทุกคนมีฟามสุขกันมากๆ ในวันเพื่อนแห่งชาติทุกๆ วันเลยนะจ๊ะ จุ๊บๆ

5 เคล็ดวิชาฝึกเขียนนิยาย

นับตั้งแต่เกิดโลกคู่ขนานกับโลกมนุษย์เราขึ้นมาโลกหนึ่ง อันเป็นโลกที่มีนามว่า “โลกอินเตอร์เน็ต” (โลกที่ดำเนินเวลาควบคู่ไปกับโลกแห่งความจริง นี่มันโลกคู่ขนาดชัดๆ!!) ‘การเขียน’ ก็นับว่าเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนเรามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเน็ตทั้งหลายแหล่

มันต้องมีบทบาทมากขึ้นสิ ก็เล่นเขียนกันอยู่ทั้งวี่ทั้งวันแถมทุกที่ทุกวัน ไม่ว่าจะเขียนบอร์ก เขียนบล็อก อ่ะเด่อ~ แม้แต่เว็บมาสเตอร์ก็ยังต้องเขียนโปรแกรม เขียนภาษา PHP เลย อ่ะเด่อ (เฮ้ย! ชักนอกเรื่องแล้ววุ้ย+_+’)

ถ้าพูดเป็น ถ้าอ่านออก การเขียนได้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่การเขียนทั่วไปกับการเขียนอย่างมีเทคนิคก็แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะ ‘การเขียนนิยาย’ ที่หลายๆ คนใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักเขียนนิยายกันมากมาย

ทษฎี วิธีการ หลักของการเขียนเรื่องสั้น เขียนนิยาย มีสอนกันอยู่ทั่วไป ในโรงเรียนวิชาภาษาไทษก็มีสอนถึงหลักการเขียนนิยาย อาทิ การวางโครงเรื่อง คอนเซปท์เรื่อง บลา ละ ลา บลา บลา

แต่ประธานโทษ… R จัง (ที่ก็เป็นนักเขียนนิยายคนหนึ่ง ไม่ขอเปิดเผยนาม^^) ก็เคยเรียนมาแล้วทั้งนั้นไอ้พวกนี้ ซึ่งก็ขอยอมรับตรงๆ ว่ามันแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยในภาคของการปฏิบัติ เวลาเราเขียนเรื่องจริงๆ นะ ขืนมั่วแต่ตามทฤษฎีพวกนี้ล่ะก็…. สามชาติก็ยังไม่ได้เริ่มต้นเรื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะบอกว่าทฤษฎีเล่านั้นใช้การไม่ได้เอาเสียเลยก็คงไม่ถูกนัก ความเป็นจริงก็คือ ‘ทริก’ เฉพาะตัวของนักเขียนนิยายแต่ละคนต่างหากที่จะคิดพล็อตเรื่อง เริ่มต้นเขียนเรื่อง และจบเรื่องได้ดีแค่ไหน

::น้องๆ ที่กำลังฝึกเขียนนิยายหลายคนมีปัญหา เริ่มเรื่องไม่ได้ กับจบเรื่องไม่ได้กันเยอะแยะ อย่าคิดว่า R จังไม่รู้น้า กิ๊วๆ

ความจริงหนูก็อยากจะสอนน้องๆ ให้เขียนเป็นเก่งๆ เริดกันทุกคนเหมือนกันนะ อย่างที่คุณพี่ว่าแหล่ะค่ะ เรื่งอพวกนี้หลายอย่างมันอยู่ที่ทริกเฉพาะตัวของนักเขียนแต่ละคน  เพราะฉะนั้นความรู้ที่จะเอามาแอ๊บบอกน้องๆ ในวันนี้ R จังเอาวิธีฝึกทริกเฉพาะตัวของ R จัง ก่อนที่จะเป็นนักเขียน (ก่อนจะเริ่มต้นเขียนนิยายเรื่องแรกเลยล่ะ) มาฝากทุกคนดีกว่า เพื่อใครได้เคล็ดลับการฝึกแล้วอยากจะขึ้นเขาไปฝึกวิชาตามนี้บ้างเค้าก็ไม่ว่านะเออ

5 เคล็ดวิชาฝึกวิทธยายุทธ์ก่อนเขียนนักเขียน

 

1.เสพสรรพสื่อบันเทิงทั่วราชอาณาจักร:

ก็คือไปอ่านมาซะ! ทั้งนิยาย เรื่องสั้น การ์ตูน หนัง ก็ต้องดู ดูไปเยอะๆ ดูมันให้ปรุเลยนั่นแหล่ะดี  ถ้าสื่อที่เสพกระเด็นออกนอกราชอาณาจักรไปได้ก็ยิ่งดี (หนังต่างประเทศ การ์ตูนตปท. อะไรเงี้ย)

2.ฝึกใช้สมองเอาชนะสิ่งที่เสพ:

คือดูแล้วห้ามไหลตาม หนังจบเรื่องตูจบด้วย นิยายจบเล่นตูจบด้วย ห้ามเด็ดๆ สื่อบันเทมิงทุกสื่อไม่ว่าจะไร้สาระเมื่อเสพเสร็จก็ยัดความเป็นหมองเข้าไปซะ  ถ้าเป็นหนัง… ไปต้องไปคิดมากหรอกว่าคอนเซปท์มันอะไร เพราะมันมีคอนเซปท์ในตัวมันเองอยู่แล้ว จบเรื่องดูแล้วมันก็รู้อยู่แล้วว่าหลังเรื่องนี้ นิยายเรื่องนี้ การ์ตูนเรื่อง บลา ละ ลา บลา บลา มันจะสื่ออะไร
เพราะฉะนั้นความเป็นหมองที่ใส่ให้ดูที่การเดิน วิธีการคิดแก้ปัญหาของตัวละคร วิเคราะห์นิสัยสภาพความคิดของตัวละคร ถ้าวิพวกนี้ได้เราจะวิได้เหมือนกันถึงวิธีการคิด วิธีการสร้างเรื่งอของนักเขียนท่านนั้นๆ (นักเขียนบางคนไม่ได้วางพล็อต วางโครเรื่องอะไรล่วงหน้าหรอกนะ เขียนมั่วๆ แล้วเอาไปต่อกันเองตามแต่ยถากรรมมีเยอะแยะ อาทิ สตีเฟ่น คิง ป๋าสารภาพเองว่าไม่เคยวางโครงเรื่องเลยในการเขียนนิยาย 55555)

3.อ่านข่าว:

ก็คืออ่านข่าวนั่นแหล่ะ ข่าวทั่วๆ ไปเลย แต่แนะนำคือข่าวเศรษฐกิจ ดูวิธีการเชื่อดเฉือนแข่งกันของ บ. ต่างๆ แล้ววิเคราะห์ดู อันนี้ก็หมองดี จริงอยากแนะนำข่าวการเมือง แต่อย่าดีกว่า การเมืองช่วงนี้อ่านมากเดี๋ยวบ้า -*-

4.ลองเขียน:

ฝึกสมอง ยัดความรู้ให้ตัวเองเสร็จก็ลองเขียนดู  ข้อสำคัญจงจำไว้อย่างว่า

4.1 อย่าศึกษางานนิยายโดยเสพพล็อตจากสื่อบันเทิงเรื่องเดียว แล้วทิ้งระยะให้ห่างถึงค่อยเสพอีกเรื่อง  จนดูมันเยอะ วันหนึ่งสิบยี่สิบเรื่องไปเลย << ถ้าเป็นหนังสือก็อ่านให้มันเร็วแต่จับรายละเอียดให้ได้ครบๆ (ที่ให้อ่านเร็วๆ คือจะได้ประหยัดเวลา เอาเวลาไปอ่านเรื่องอื่นๆ ได้อีก) แต่ถ้าเป็นหนังคอนโทรลความเร็วไม่ได้ ต้องตามแต่ความยาวของหนัง วันหนึ่งสัก 5 เรื่องคงพอไหว (หญิง R เคยทำสถิติ 7 เรื่อง 1 วัน อ๊วก!! ออกมาเป็นฟิล์มได้เลยอ่ะ+_+)

4.2 อย่าเริ่มต้นเขียนเรื่องทันทีที่เสพสื่อบันเทิงใดๆ ก็ตามเพิ่งจะจบไปหมาดๆ
สาเหตุเพราะมันจะทำให้ติดพล็อตจากไอ้เรื่องที่เพิ่งดูไป (เวลาเสพถึงให้เสพที่เดียวเยอะ สมองมันจะได้มั่ว ไม่รู้ว่าควรจะติดพล็อตไหนดี~_^’) เราเข้าใจว่าเราไม่ได้ก็อป แต่ถ้าติดพล็อตมาอาการมันก็ไม่ได้ต่างกันนั่นแหล่ะ เพราะฉะนั้นหลังเสพเสร็จ อย่างรีบๆ อยากจะเขียนก็ควรทิ้งระยะเวลาไว้สัก 7 วันต่ำๆ แต่ถ้าไม่รีบก็สัก 15 วัน ตรงนี้ประยุกต์ใช้แล้วแต่ Ram ในสมองของแต่ละบุคคลด้วยค่ะว่ามีความสามารถเคลียร์ได้เร็วแค่ไหน

ในขั้นตอนของการลองเขียนก็ระวัง 2 ประเด็นใหญ่ๆ ที่ว่านี่แหล่ะ นอกจากนั้นก็ลองเขียนๆ มันไปเลย คือลองเริ่มต้นเรื่องไปเลย ห่วยหรือไม่ช่างมัน เริ่มๆ ไปให้ได้ก่อน แล้วดูว่าต่อเรื่องได้ไหม ถ้าต่อได้ก็เขียนต่อไปเลย ต้นเรื่องห่วยๆ ช่างศีรษะไป เดี๋ยวเขียนจบเมื่อไหร่ค่อยมาอ่านทวนแล้วแก้ทีหลังให้สอดคล้องไปกับตัวเนื้อเรื่อง

5.เขียนให้จบ

สำคัญที่สุดคือนิยายเรื่งอแรก จะเป็นเรื่องสั้นหรือเรื่องยาวก็เถอะ แต่ถ้าเป็นเรื่องแรกที่เราเขียน ให้ตายดิ้นยังไงก็ต้อง ‘เขียนให้จบให้ได้’ ถ้ากับแค่เรื่องแรกยังจบไม่ได้แล้วดันไปเริ่มเรื่อง 2 เรื่อง 3,4,5,6, … ต่อไปแล้วล่ะก็ คุณจะประสบชะตากรรมกับคำว่า ‘จบไม่ลง’ จนท้ายที่สุดก็จะเขียนนิยายไม่จบเลยสักเรื่อง
สาเหตุเพราะนิยายเรื่องแรกที่เราเขียน สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้สมองเราเรียบเรียบสิ่งต่างๆ (อาทิเช่น พล็อตที่ไม่เป็นพล็อต แต่มาเป็นซีนๆ) ที่ปรากฏขึ้นมาในสมองอย่างระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ (บางทีพล็อตตอนจบก็มาก่อนตอนต้นก็มีนิ) ซึ่งถ้าเราไม่สมารถเอาไอ้ของระเกะระกะในหัวของนิยายเรื่องแรกมาทำให้เป็นระเบียบได้ แถมยังเพิ่มของระเกะระกะของนิยายเรื่องอื่นๆ เพิ่มเข้ามา… เหมือนห้องที่รกแล้วไม่ได้เก็บแล้วก็ขนของมาสุมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่เก็บต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันจะรกมากขึ้นๆ จนเราตัดสินใจว่าไม่เก็บดีกว่า อะไรแบบนี้แหล่ะ^_^

ก็เป็นแค่ทริกฝึกวิชาง่ายๆ (แต่ใช้เวลา) และต้องใช้ความอดทนในการฝึกสักหน่อย แต่ถ้าลองฝึกแบบทริกนี้ ปัญหาเริ่มเรื่องไม่ได้ จบไม่ลงก็จะหายไป แถมพล็อตเราก็จะปึ๊กขึ้น เพราะฝึกวิเคราะห์พล็อตของคนอื่นๆ มาก่อน (ในขั้นตอนการเสพสื่อ) ใครรักการเขียน อยากเป็นนักเขียนนิยาย ก็ลองฝึกตามทริกนี้ดูนะ จะต้งอเขียนเรื่องที่สนุกๆ ออกมาให้คนได้อ่านกันแน่ๆ เลยจ้า คุณพี่จะเชียร์ๆ นะจ๊ะ จุ๊บๆ